เกาะลันตา ประกอบด้วย เกาะลันตาใหญ่และเกาะลันตาน้อย ห่างจากตัวเมืองกระบี่มาประมาณ 50 กิโลเมตร การเดินทางมาเกาะลันตา สามารถเดินทางได้จากทั้งทางเรือหรือแพขนานยนต์ โดยถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาเกาะลันตา โดยรถส่วนตัวหรือ รถตู้โดยสาร จะต้องลงแพขนานยนต์ 2 ช่วง ช่วงแรก จะเป็นช่วงแพที่ข้ามจากแผ่นดินใหญ่ มายังเกาะลันตาน้อยและแพขนานยนต์ช่วงที่สอง คือเกาะลันตาน้อยมายังเกาะลันตาใหญ่ โดยธุรกิจทางด้านท่องเที่ยวจะอยู่ในเกาะลันตาใหญ่ทั้งหมด ด้วยเพราะสภาพเกาะที่มีหาดทรายจำนวนหลายหาด และทุกหาดสามารถชมพระอาทิตย์ตกดินได้เหมือนกันหมด เกาะลันตาใหญ่มีลักษณะยาว จากเหนือ จรดใต้ มีถนนคอนกรีตลาดยาวรอบเกาะ ยกเว้นทางไปที่ตั้งอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นถนนขรุขระอยู่ประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเข้าไปชมอุทยาน ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่พอสมควรเมื่อหาดทั้งหมดของเกาะลันตา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก นักท่องเที่ยวจึงสามารถที่จะชมพระอาทิตย์ตกน้ำ ได้จากทุกหาดเหมือนๆกัน ทุกเย็นตามริมชายทะเล บาร์เบียร์และโรงแรมร้านค้าจะเริ่มเปิดเพลงแนวสบายๆ นักท่องเที่ยว นิยมนำเครื่องดื่มแก้วโปรด มานั่งเล่นตามชายหาดเพื่อชมพระอาทิตย์ตกน้ำ
บางก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่กลับจากการหาปลา จะล่องเรือหางยาวลำเล็กกลับบ้านให้ทันก่อนมืด
เมื่อนักท่องเที่ยวขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวชมรอบเกาะ ตามถนนคอนกรีต จะมีทางแยกเล็กๆตรงบริเวณหมู่บ้านพระแอะ เส้นทางประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะนำนักท่องเที่ยวไปสู่หมู่บ้านสังกาอู้ อันเป็นที่ตั้งของชาวไทยใหม่หรือชาวเล และชุมชนเก่า (Old Town) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาล ลานตา ลันตาของทุกๆปี ตามเส้นทางนี้ นักท่องเที่ยวจะผ่านแนวทิวเขา และการทำสวนยางพาราของชาวบ้านมุสลิม นักท่องเที่ยวสามารถจอดชมและแวะเข้าไปดูวิธีการผลิตจากน้ำยาง ออกเป็นแผนยางได้
เมื่อเดินทางถึงชุมชนเก่าเกาะลันตา สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้คือ การเข้าไปนมัสการกรมหลวงชุมพรฯ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านในแถบชุมชนเมืองเก่า และตลอดสองข้างทางของชุมชนเมืองเก่าเกาะลันตา จะเรียงรายไปด้วยบ้านเรือน ที่ยังคงลักษณะการตกแต่งสถาปัตยกรรมตาม
แบบบ้านจีนโบราณ มีร้านค้าเก๋ๆ ขายกาแฟและอาหารทะเล รวมไปทั้งของที่ระลึก ของฝากจากเกาะลันตา ก็สามารถหาซื้อได้จากที่นี่เช่นกัน
เมื่อถึงชุมชนเก่าแล้ว ใกล้กันนั่นอีกนิดเดียวก็เป็นชุมชนของชาวเล หรือ ชาวไทยใหม่ กลุ่มสุดท้ายในเกาะลันตาซึ่งตั้งรกรากที่นั่นอยู่ประมาณ 50 กว่าหลังคาเรือน เราสามารถเข้าไปชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านชาวเลได้ เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ออกเรือ หาปลา เลี้ยงสัตว์ทำสวนเล็กน้อย บ้างก็หาหอยและปูตามแนวโขดหินใกล้ชุมชน เมื่อคราน้ำทะเลลด โดยใช้หินแหลมที่นำมาแงะเอาหอยตามซอกหิน ใส่กะละมังที่เตรียมไว้เอาไปประกอบอาหารอันโอชะ ในค่ำคืนนั่น
ชุมชนเมืองเก่า ยังเป็นที่ตั้งของประภาคารหลังใหม่ที่มีความสูงราวตึก สิบชั้นตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่เหนือผืนดิน ใกล้ท่าเรือหางยาวของชาวบ้าน
แต่ประภาคารหลังนี้ เป็นประภาคารหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเป็นประภาคารคนละหลัง ซึ่งเคยเกริ่นเอาไว้ว่า เป็นประภาคารสัญลักษณ์ของเกาะลันตา เพราะประภาคารหลังที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาลันตานั่น คือ ประภาคารสีขาว ซึ่งตั้งอยู่บนเนินของแหลมโตนด ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ถ้านักท่องเที่ยวเดินทางจากถนนคอนกรีตสายหลัก จากบ้านศาลาด่าน ตรงไปเรื่อยๆจนถึงทางแยกซึ่งเป็นแยกที่มีป้ายบอกทางว่า ทางไปหาดคลองนิน เข้าไปตามเส้นทางนั่นได้ประมาณไม่ถึงครึ่งทาง สุดทางจะเป็นหาดบากันเตียง
หรือสุดทางถนนคอนกรีตพอดี จะเป็นทางถนนดินแดงและสูงชัน ไปตลอดระยะทางสิบกว่ากิโลเมตร เพื่อเข้าสู่หาดอ่าวไม้ไผ่, หาดลาดส์บีช และหาดแหลมโตนด หาดสุดท้ายของเกาะลันตา ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมที่จะเช่ารถโฟวีลเข้ามาชม ความงามของหาดแหลมโตนด อันได้ชื่อว่า เป็นหาดหินและมีหินรูปร่างแปลกตามากมาย อีกทั้งยังสามารถขึ้นไปบนเนินชมประภาคาร และชมวิวจากจุดบนเนินของประภาคาร ซึ่งสามารถมองเห็นหาดได้รอบ หรือจะเลือกเดินชมพืชพันธุ์ป่าไม้ และสัตว์ป่าจำพวกนกแะลิง ซึ่งมีอยู่มากมาย
และคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี เพราะตามทางเดินในเขตป่าสงวนของทางอุทยาน มีทางเดินคอนกรีตขนาดเล็กเดินได้รอบอุทยาน ฯ เช่นกัน
ทางอุทยานฯ มีบริการเต้นท์ที่พัก ห้องน้ำ และร้านอาหาร ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเข้าพักค้างแรม แคมปิ้ง ในอุทยานฯ ในราคาที่ไม่แพง เคยมีนัท่องเที่ยวที่เคยไปพักค้างแรมที่อุทยานฯ กล่าวว่า พระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานฯเกาะลันตา ตรงแหลมโตนดนั่น สวยงามที่สุดเกินกว่าสถานที่ไหนๆจริงๆ
ร่วมสำรวจเกาะลันตา